ทักษะการฟัง
Relationship

ทักษะการฟัง ที่คู่รักควรรู้

การสื่อสารเป็นเรื่องสำคัญในทุกความสัมพันธ์ จริง ๆ แล้วก็ไม่ใช่แค่คู่รักเท่านั้น แต่ไม่ว่าจะเป็น พ่อ แม่ ลูก เพื่อน เพื่อนร่วมงาน เจ้านาย ก็ล้วนสำคัญทั้งนั้น และเรียกว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลว่าความสัมพันธ์ของเราจะดี หรือไม่ดีอย่างไร ทักษะการฟัง เป็นเรื่องที่พูดถึงกันมาก โดยเฉพาะในที่ทำงาน แต่วันนี้ เราอยากมาแบ่งปันความรู้ และประสบการณ์จากที่เคยได้ยิน ได้ฟังมา

ทักษะการฟัง ทักษะที่ถูกมองข้าม

เพราะว่าการฟังดูเหมือนง่าย เพราะว่าทุก ๆ วัน เราทุกคนก็ได้ยิน ได้ฟังอะไรต่ออะไรตลอดเวลา คนส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปที่ทักษะการพูด เพราะว่าเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่กังวลมากกว่า แต่จริง ๆ แล้ว ความเข้าใจกันในทุกความสัมพันธ์ เกิดจากการฟังที่ดี การรับฟังที่ดีด้วย เพราะว่าถ้าทุกคนเอาแต่พูด ๆ แสดงออกสิ่งที่ตัวเองคิด แต่ไม่มีใครฟังใครเลย เราก็คงไม่สามารถจะเข้าใจกันได้

ทักษะการฟังที่ดี

ทักษะการฟังที่กำลังจะพูดถึงวันนี้ เราเองได้เรียนบางส่วนมาจาก คุณเรือรบ แห่ง Learning Hub ซึ่งขอให้เครดิตไว้ ตอนนั้นคุณเรือรบเรียกว่า Deep Listening หรือ การฟังอย่างลึกซึ้ง ซึ่งเราเองลองค้นดู ก็มีคนใช้ศัพท์นี้ แต่มีทฤษฎีแต่งต่างกันไปหลายแบบ วันนี้เราเลยของแบ่งปัน บางส่วนมาจากการที่เราได้เรียนมา และบางส่วนเพิ่มเติมจากประสบการณ์ของเราเอง พร้อมเแล้วก็มาเริ่มกันเลยค่ะ

1.ให้ความสำคัญ

การฟังอย่างลึกซึ้งจะไม่เกิดขึ้นเลยตั้งแต่แรก ถ้าเราไม่ได้ให้ความสำคัญกับการรับฟังเรื่องของคนที่เรารัก หรือคู่รักของเรา อยากให้ทุกคนเข้าใจว่า การแบ่งปันเรื่องราวในแต่ละวันของคนรัก หรือการรับฟังปัญหาของอีกฝ่าย เป็นวิธีหนึ่งในการประชับสัมพันธ์ของคู่รัก และเป็นวิธีแสดงความรักแบบหนึ่ง คิดง่าย ๆ เหมือนกับว่าเราบอกเขาว่าเราให้ความสำคัญกับเขา แต่เปลี่ยนจากคำพูดเป็นการกระทำ เพื่อแสดงออกว่า เรื่องอะไรก็ตามที่เกิดขึ้นกับเขา เป็นเรื่องสำคัญเสมอสำหรับเรา

ถึงแม้ว่าเราอาจจะคิดว่า เรื่องเรานี้จะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเลย หรือแม้แต่จริง ๆ แล้วก็ช่วยอะไรไม่ได้เลย เพราะว่าอาจจะเป็นเรื่องของเพื่อนของเขา เรื่องครอบครัวเขา หรือเรื่องที่ทำงานของเขา แต่อยากให้คิดไว้เสมอว่า บางครั้งกับเรื่องไม่สบายใจ แค่ได้ระบายก็สบายใจมากแล้ว หรือแม้แต่เป็นเรื่องตลกที่เกิดขึ้นที่ทำงาน ก็ดีออกที่เราจะได้แบ่งความสุขเสียงหัวเราะให้กัน

หรือยิ่งถ้าเป็นเรื่องระหว่างเราสองคน อาจจะเป็นเรื่องที่ไม่พอใจกัน ไม่เข้าใจกัน หรือกำลังทะเลาะกันอยู่ ยิ่งต้องให้ความสำคัญกับการฟัง คนส่วนใหญ่เมื่อเกิดปัญหาไม่เข้าใจกันขึ้น ก็มักแต่จะคิดว่าวิธีที่ทำให้ตัวเองเป็นฝ่ายถูก พยายามพูดให้อีกฝ่ายเข้าใจตัวเอง แต่มักจะมองข้ามการฟังอีกฝ่าย และพยายามเข้าใจอีกฝ่ายไป เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ไหน อย่าลืมบอกตัวเองให้เผื่อที่สำหรับการฟัง และรับรู้เรื่องราวจากคนรักของเราด้วย

2. ไม่รีบ

การฟังที่ดี มักจะเกิดขึ้นได้ยากในสถานการณ์ที่เรากำลังรีบร้อน หรือคิดว่าจะต้องรีบไปทำอะไรบางอย่าง เพราะฉะนั้นกับเรื่องที่สำคัญ เราควรหาเวลาเหมาะ ๆ ในการคุยกัน ถ้าเราเองกำลังต้องรีบทำอะไรบางอย่าง เราก็อาจจะบอกอีกฝ่ายไปตรง ๆ ได้ว่าตอนนี้ยังไม่สามารถรับฟังได้ ไว้คุยกันตอนนั้นตอนนี้นะ แล้วก็บอกเวลากันให้ชัดเจน และเป็นช่วงเวลาที่ทำได้จริง ที่สำคัญคือไม่ควรใช้เป็นการบอกปัด เพื่อที่จะได้ไม่ต้องฟัง

แต่บางครั้งหลายคนอาจจะเคยประสบกับเหตุการณ์ที่เราต้องการคนรับฟังเดี๋ยวนี้เลย เพราะว่าไม่สบายใจมาก หาทางออกไม่ได้ เป็นเรื่องสำคัญต้องการคนรับฟังเดี๋ยวนี้เลย ก็มี Life coach ท่านหนึ่ง คุณ Jay Shetty แนะนำ “กฎ 5 นาที” เอาไว้

กฎ 5 นาที

ก็คือ การเหมือนกันขอ time out สำหรับคู่รัก ก็คือถ้ามีเรื่องสำคัญ และเราต้องการใครซักคนจริง ๆ เราอาจจะโทรหาอีกฝ่ายทันที และขอให้เขารับฟังอะไรบางอย่าง แต่ถ้าหากว่าเขาไม่ว่างเท่าไหร่นัก ก็อาจจะขอรับฟังแบบสั้น ๆ ประมาณ 5 นาที แล้วที่เหลือค่อยไปคุยกันในเวลาที่เหมาะสมกว่านี้

สิ่งสำคัญคือ เราควรเคารพกฎนี้คือเราจะใช้กับเรื่องที่จำเป็นเท่านั้น เพราะถึงเราอยากจะแชร์เรื่องราวกับคนที่เรารัก แต่เราก็ต้องเคารพว่าอีกฝ่ายก็มีธุระ มีงานของตัวเอง ไม่สามารถจะมารับฟังเรื่องของเราบ่อย ๆ โดยเฉพาะเรื่องไม่เป็นเรื่องได้ และต้องเป็นที่เข้าใจตรงกันคือ ถ้าอีกฝ่ายบอกว่าไม่ว่าง และเราจะใช้กฏ 5 นาที เราก็ควรใช้แค่ประมาณ 5 นาทีจริง ๆ ไม่ใช่ลากยาวไปเรื่อย ๆ เป็นชั่วโมง

3. ไม่ตัดสิน

ในบรรดากฎของการฟังทั้งหมด เราเองคิดว่าข้อนี้เป็นข้อที่คนตกม้าตายได้มากที่สุด คำว่า “ไม่ตัดสิน” หมายความว่า การที่เรารับฟังอีกฝ่าย ไม่ว่าเนื้อเรื่องจะเป็นอย่างไร เราไม่ควรรีบเอาความคิดเห็นของเราใส่ลงไป คนส่วนใหญ่เวลาฟังเรื่องของคนอื่น หรือรับรู้เรื่องราวอะไรบางอย่าง มักจะชอบกาเอาไว้ว่า อันนี้ดี อันนี้ไม่ดี อันนี้ควร อันนี้ไม่ควร แต่จริง ๆ แล้ว ถ้าเราไม่ได้ลองไปเป็นเขา เราไม่มีทางรู้เลยว่าเขารู้สึกยังไงคิดยังไง ต่อให้เราเคยอยู่ในเหตุการณ์ที่คล้ายกันมาก แต่ก็ไม่ได้แปลว่า เขาจะคิดเหมือนเรา หรือรู้สึกเหมือนเรา

ว่าง่าย ๆ ก็คิดการฟังอย่างใจเป็นกลาง ไม่ตัดสิน ส่วนตัวเราเอง เราคิดว่ายากมากที่เราจะฟังเฉย ๆ โดยไม่คิดอะไรได้ เพราะว่าความคิดคนเรามักจะแล่นไปไวเสมอ และห้ามไม่ทัน วิธีการของเราคือ ทันทีที่เรามีความคิดตัดสินว่าสิ่งที่เราฟังอยู่ เราเห็นด้วย เราก็พยายามถามตัวเองกลับเสมอว่า แล้วเป็นไปได้มั๊ยว่าจริง ๆ อาจจะผิดก็ได้ เหมือนกับละครหรือหนังที่หักมุมตอนจบด้วยเรื่องราวเบื่องหลังที่เราไม่คาดคิด อะไรแบบนั้น หรือถ้าเราคิดว่าผิด ก็ถามตัวเองว่าจริง ๆ แล้วมันเป็นไปได้มั๊ยที่มันอาจจะถูก เราคิดว่าวิธีนี้จะทำให้ใจของเราเป็นกลางมากขึ้น และรับฟังอย่างติดสินได้น้อยลง

4. เท่าเทียม

เท่าเทียมหมายถึง การมองฝ่ายตรงข้าม อยู๋ในระดับเดียวกับเรา อย่างเช่น บางครอบครัวผู้ชายเป็นใหญ่ พอเราคุยกับคนรัก ก็มักจะเอาความรู้สึกเดิม ๆ มาว่า เราเป็นผู้ชาย เราเป็นผู้นำ ภรรยาต้องฟังและเห็นด้วยกับความคิดเราเสมอนะ หรือว่ารู้สึกว่าเราเรียนมาสูงกว่า ความคิดเราต้องดีกว่าสิ แบบนี้ก็จะทำให้เกิดการตัดสิน แบบข้อ 3 ตามมา และก็ไม่ใช่ทักษะการฟังที่ดี

เราควรเปิดใจกว้างและรับฟังอีกฝ่าย โดยไม่มองว่าใครต่ำกว่า ใครสูงงกว่า ใครฉลาดกว่า ใครโง่กว่า

5. สะท้อนความรู้สึก

4 ข้อที่ผ่านมาเป็นเรื่องของช่วงเวลาการฟัง พอมาถึงข้อนี้ จะพูดถึงว่า เราควรโต้ตอบอะไร ระหว่างที่เราฟัง แน่นอนทั่ว ๆ ไปเราอาจส่งเสียงบ้างเป็นการบอกว่าเราฟังอยู่ เช่น ครับ ค่ะ ใช่ ๆ อาฮะ ฯลฯ และในด้านภาษากายของเราก็ควรบอกเขาว่าเรากำลังตั้งใจฟังอยู่ เช่นมองหน้า มองตา หยุดทำอย่างอื่นแล้วมาฟังเป็นต้น

แต่สำหรับการสะท้อนความรู้สึก คือการพูดซ้ำในสิ่งที่เขาพูด ไม่ได้ให้พูดตามแบบเป๊ะ ๆ นะคะ แต่เหมือนเป็นการสรุปใจความในสิ่งที่เขาถ่ายทอดให้เราฟัง ความรู้สึกของเขาระหว่างที่เขาถ่ายทอดให้เราฟัง เช่น เธอเลยรู้สึกไม่ค่อยดีกับเพื่อนคนนี้ใช่มั๊ย คุณก็น่าจะงง ๆ กับเหตุการณ์นี้ใช่มั๊ย เธอก็เลยรู้สึกไม่ค่อยดีกับสิ่งที่ผมทำใช่มั๊ย

วิธีนี้นอกจากจะเป็นการแสดงให้เขาเห็นว่าเราตั้งใจฟังอยู่แล้ว ก็เป็นการรีเช็คด้วยว่าเราเข้าใจถูกรึเปล่า ซึ่งการสะท้อนนี้จะมีประโยชน์มากขึ้นไปอีก ถ้าเรื่องที่คุณกำลังฟังอยู่เป็นเรื่องของคุณสองคนที่กำลังปรับความเข้าใจกัน หรือทะเลาะกัน การสะท้อนความรู้สึกกันและกันก่อนที่จะแสดงความเห็นของตัวเอง ทำให้เราเข้าใจอีกฝ่ายมากขึ้น และอารมณ์เย็นลง ุ

6. ปลอดภัย

ความปลอดภัยนี้เป็นเรื่องหลังจากการพูดคุยแล้ว หมายถึงว่าหลังการพูดคุยกันแล้ว สิ่งที่เราพูดคุยกันจะไม่กลายเป็นปัญหาใหม่ในภายหลัง โดยเฉพาะถ้าเรื่องที่คุยกันออกไปในทางลบ เช่น

ถ้าเป็นเรื่องที่คุณสองคนเห็นไม่ตรงกัน ทะเลาะกัน พอพูดคุยกันแล้ว ตกลงกันแล้ว เข้าใจกันแล้ว เรื่องนี้ควรจบ และไม่ควรขุดคุ้ยขึ้นมาอีก อย่างไรก็ตามการที่มีการขุดคุ้ยเรื่องเดิม ๆ ขึ้นมา มักเป็นสัญญาณว่าการคุยและรับฟังที่ผ่านมาไม่มีประสิทธิภาพพอ เพราะการขุดคุ้ยเรื่องเก่า แสดงถึงว่ายังเป็นปัญหาคาใจที่ไม่เข้าใจกันอยู่

แต่ถ้าเป็นเรื่องที่อื่น เช่นเรื่องที่ทำงาน เรื่องครอบครัวของอีกฝ่าย ความปลอดภัยหมายถึงการเก็บเป็นความลับ ไม่ควรเอาไปเล่าต่อให้เพื่อน ให้คนที่ทำงานฟัง ไม่ว่าจะเอาไปเล่าเป็นตัวอย่าง หรือว่าเอาไปเล่าเป็นเรื่องสนุกสนานก็ยิ่งไม่ควร

สรุป

สรุปแล้ว ทักษะการฟัง ของเราก็มีทั้งหมด 6 ข้อ คือ

  1. ให้ความสำคัญ
  2. ไม่รีบ
  3. ไม่ตัดสิน
  4. เท่าเทียม
  5. สะท้อนความรู้สึก
  6. ปลอดภัย

วันนี้เรานำเสนอไปทั้งหมด 6 ข้อ แต่สำหรับทุกคนที่คิดว่าเป็นประโยชน์ เราอาจจะเริ่มจากข้อใดข้อหนึ่งที่เราเห็นด้วยมาก ๆ และคิดว่าทำได้ก่อน เอาไปลองทำดูค่ะ ตั้งใจค่อย ๆ เพิ่มทีละข้อ ไม่ต้องรีบร้อน รับรองว่าความสัมพันธ์ไม่ว่าจะกับคนรัก หรือกับคนรอบตัวจะดีขึ้นแน่นอนค่ะ