เติมความหวานให้ชีวิตคู่
Relationship

กิจวัตรง่าย ๆ เติมความหวานให้ชีวิตคู่

การเริ่มต้นชีวิตมักด้วยหอมหวานและสวยงาม แต่เราคงเคยได้ยินกันหลายครั้ง ว่าแม้การแต่งงานจะเป็นเหมือน Happy ending ของนิทาน หรือนิยายหลายเรื่อง แต่ในชีวิตจริง มันคือจุดเริ่มต้นของอีกบทบาทหนึ่ง ที่คนสองคนกำลังเดินทางไปด้วยกัน และหลายครั้ง เราก็มักจะกลัวว่า เราจะทำได้ดีแค่ไหน รักเราจะไม่เก่าเลยเป็นไปได้มั๊ย วันนี้เลยมาแนะนำกิจวัตรง่าย ๆ ที่ช่วย เติมความหวานให้ชีวิตคู่ มาฝากกันค่ะ

ทำไมต้อง เติมความหวานให้ชีวิตคู่

หลายคนยึดติดกับความคิดว่า ถ้าเป็นคู่แท้ที่เหมาะสมกันแล้ว ก็จะไม่มีวันทิ้งกัน ไม่มีวันเบื่อกันแน่นอน แต่จริง ๆ แล้ว ความแน่นอนคือความไม่แน่นอนค่ะ เราทุกคนเปลี่ยนทุกวัน และเราไม่สามารถคาดหวังว่า ทุก ๆ อย่างจะคงอยู่อย่างเดิมตลอดไปได้ ถ้าเปรียบความรักก็เหมือนต้นไม้นะคะ ถ้าเราทิ้งมันไว้เฉย ๆ ตามยถากรรม มันก็คงจะโตได้ตามแต่อัตภาพ แต่ถ้าเราอยากให้มันสวยงาม เจริญงอกงามไปเรื่อย ๆ เราก็ต้องหมั่นรดน้ำพรวนดิน เหมือนชีวิตคู่นะคะ ที่ต้องการการเอาใจใส่ การดูแลกันและกัน และรักษาสุขภาพความสัมพันธ์ให้ดีอยู่เสมอ

แชร์เรื่องราวในแต่ละวัน

ทุกวันนี้เรามีโลกโซเชี่ยลมีเดีย ให้เราแชร์เรื่องราวกันมากมายค่ะ จนบางทีเราก็ลืมที่จะพูดคุยกับคนใกล้ตัวของเราเองไป บางคนก็บอกว่าเห็นหน้ากันทุกวันไม่รู้จะคุยอะไรดี อย่างไรก็ตาม เราเชื่อว่าปัจจุบันเราต่างคนต่างก็มีหน้าที่การงาน และอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ต่างกันไป ยังไงก็ต้องมีอะไรเล่าบ้างแหละ

ส่วนตัวเรากับสามีคือ เราก็จะมาผลัดกันเล่าเรื่องราวที่ทำงานของตัวเองให้กันและกันฟัง บางทีก็เป็นเรื่องบ่นบ้าง บางทีก็เป็นเรื่องดีใจบ้าง แต่โดยปกติ เราจะตกลงกับสามีว่า เราจะผลัดกันเล่าเรื่องดี ๆ สำหรับแต่ละคน 3 เรื่อง (อันนี้ลอกเลียนแบบมาจาก Podcast หนึ่งของฝรั่ง ชื่อ Science of Happiness ค่ะ) อาจจะเป็นเรื่องง่าย ๆ อย่าง วันนี้มื้อเที่ยงอาหารอร่อยมาก หรือว่าวันนี้ได้กินกาแฟร้านโปรด วันนี้ดีมากถึงที่ทำงานเร็วรถไม่ติด นอกจากจะเป็นการเสริมสร้างความมองโลกในแง่ดีของกันและกันแล้ว ก็ยังทำให้เรารู้จักอีกฝ่ายมากขึ้นด้วยนะคะ

รับฟังอีกฝ่าย

อันนี้คล้าย ๆ กับข้อที่แล้ว แต่ความแตกต่างคือ เวลาที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีเรื่องมาเล่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดี หรือไม่ดี หรือว่าเรื่องที่น่าสนใจ หรือไม่น่าสนใจ เราควรรับฟังค่ะ คำว่า “รับฟัง” ไม่ใช่แค่เพียง “ฟัง” นะคะ แต่เราต้องฟังอย่างตั้งใจ และแสดงออกด้วยว่าเราตั้งใจฟังอยู่

“ฟังอย่างตั้งใจ” คือไม่ใจลอย เหม่อลอยคิดอย่างอื่น หรือว่าทำอะไรอย่างอื่นไปด้วย อย่างดูมือถือไปด้วย เล่นคอมไปด้วยก็ไม่ควร และไม่ขัด แม้ว่าบางอย่างเราจะไม่เห็นด้วย แต่ให้เราฟังอย่างเดียวก่อนจนเขาหยุด หรือไม่มีเรื่องเล่าต่อ เราค่อยแสดงความเห็นของเราก็ไม่สายไปค่ะ นึกถึงเราเองถ้าความคิดกำลังพรั่งพรู เวลามีใครมาขัด ก็คงไม่ชอบเหมือนกัน

“แสดงออกว่าเราตั้งใจฟังอยู่” การแสดงออกว่าเราตั้งใจฟังอยู่คือการมองหน้าคนพูดค่ะ อาจจะไม่ใช่จ้องหน้าจ้องตาจนรู้สึกอึดอัดไปหมด แต่ว่าจ้องตาเป็นระยะ ๆ พยักหน้าตอบรับ หรือว่าพูด “ค่ะ” “ครับ” “อืม” “อื้ม” อะไรก็ว่าไปว่าเรากำลังฟังอยู่ หรือแสดงออกว่าเรา “เห็นด้วยนะ” “ใช่ ๆ” “อาฮะ” อะไรแบบนี้ก็ดีค่ะ

ที่ต้องตั้งใจฟัง และแสดงออกว่าเรากำลังตั้งใจฟัง เพราะว่าการทำแบบนี้แสดงให้เห็นว่า เราให้ความสำคัญกับเขา ทุก ๆ คนอย่างเป็นคนสำคัญค่ะ และโดยเฉพาะกับคนรัก คู่รักของเรา เราแทบจะมองว่าเขาควรจะเห็นเราเป็นคนสำคัญอันดับต้น ๆ เลยทีเดียว การให้ความสำคัญกับบทสนทนาของกันและกัน จึงเป็นการ เติมความหวานให้ชีวิตคู่ ได้ เพราะมันเป็นการแสดงออกด้วยการกระทำว่า “เธอคือคนสำคัญของฉันเสมอ”

สัมผัส

การสัมผัสในสังคมไทย ยิ่งแต่ก่อนเป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะขัดหูขัดตาผู้ใหญ่ โดยเฉพาะในที่สาธารณะ อาจจะถึงขั้นถูกมองว่าไม่ดีบ้าง ประเจิดประเจ่อ ส่วนตัวเองเราไม่ค่อยเห็นพ่อกับแม่เราสัมผัสกันให้เราเห็นต่อหน้าซักเท่าไหร่ และเราเชื่อว่าหลาย ๆ บ้านก็อาจจะประสบปัญหาแบบเราเหมือนกัน ทำให้พอเรามีแฟน หรือมีครอบครัว ช่วงแรก ๆ ก็ออกจะเขิน ๆ กับการสัมผัสกับคนรัก

การสัมผัสที่ว่าของเราหมายถึง การจับมือ จับแขน โอบ กอด หอมแก้ม หรือจูบกัน ซึ่งเราว่าถ้าเราเป็นสามีภรรยากัน อยู่ที่บ้าน เราสามารถทำได้ โดยที่ไม่ควรเคอะเขิน เพราะว่าการสัมผัสเหล่านี้ทำให้เรารู้สึกได้ถึงความรัก ความผูกพัน ความอบอุ่นจากอีกฝ่าย เหมือนที่ช่วงหนึ่งมีการรณรงค์ให้มีการกอดกันในครอบครัว (อย่างไรก็ตามอาจจะมีบางคนที่ไม่ถนัดจริง ลองอ่านเรื่อง ทำไมแฟนไม่เคยบอกรัก เพื่อให้เข้าใจยิ่งขึ้นได้ค่ะ)

ความเห็นส่วนตัวเราคิดว่า การจูบกันก่อนนอน หอมแก้มและกอดกันก่อนออกไปทำงาน ไม่ใช่เรื่องแปลกและเป็นเรื่องดี รวมถึงกันจับมือกัน ควงแขนกันในที่สาธารณะก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายของคู่รัก และเชื่อสิ ถ้าคุณลองทำจนชินแล้ว คุณจะสัมผัสได้ว่ามันเป็นกิจวัตรที่มีความหมายมากทีเดียว

เซ็กส์

แน่นอนว่าการกระชับความสัมพันธ์จะต้องมีทั้งทางร่างกาย และทางอารมณ์ เซ็กส์เองก็เป็นการกระชับความสัมพันธ์ทางกายแบบหนึ่งเหมือนกัน และมีงานวิจัยออกมาแสดงให้เห็นว่าการมีเซ็กส์ก็มีส่วนช่วยในการกระชับความสัมพันธ์สำหรับคู่รักที่แต่งงานกันแล้วด้วย พวกเขาพบว่า เซ็กส์ช่วยส่งเสริมความพึ่งพอใจในกันและกันของคู่รัก (และความพึ่งพอในในกันและกันของคู่รักก็ส่งเสริมเซ็กส์ด้วย)

ออกเดตอีกครั้ง

สมัยที่จีบกันก็เป็นธรรมดาที่จะมีช่วงออกไปทานอาหารร้านสวย ๆ บรรยากาศดี ๆ ดูหนัง ฟังเพลงด้วยกัน แต่พอแต่งงานกันแล้วก็เป็นธรรมดาที่กิจวัตรเหล่านี้จะเริ่มหายไป บางครั้งการเติมความหวานในช่วงสุดสัปดาห์ ด้วยการกลับไปออกเดต เหมือนที่เคยทำด้วยกันอีกซักครั้ง ก็ช่วยเติมความหวานได้มาก ลุกขึ้นมาแต่งเนื้อแต่งตัว และไปนั่งชิว ๆ ในที่บรรยากาศดี ๆ ที่คุณทั้งสองคนชอบ ก็ช่วยเติมความหวานให้กันและกันได้ดีทีเดียว

เขาว่ากันว่าความรักก็เหมือนต้นไม้ค่ะ ต้องหมั่นดูแล รดน้ำพรวนดินใส่ปุ๋ยบ้าง คู่รักอยู่ด้วยกันนาน ๆ อาจจะมีจืดจางบ้างบางช่วงเวลา แต่ถ้าเราสร้างกิจวัตรดี ๆ ที่ช่วยกระชับความสัมพันธ์ของเราไว้ตลอดเหมือนเราคอยเติมปุ๋ย หมั่นดูแลต้นรักของเราตลอด เติมความหวานให้กับชีวิตคู่ของเราตลอด ก็จะทำให้เรามีความสัมพันธ์ที่มั่นคง มีครอบครัวที่อบอุ่นไปนาน ๆ ค่ะ

Resource : https://www.psychologytoday.com/us/blog/fulfillment-any-age/201707/the-secret-reason-why-sex-is-so-crucial-in-relationships