ติดแฟน
Relationship

ติดแฟน แต่แฟนไม่ติดเรา ทำไมเป็นแบบนี้?

คิดว่าหลายคนน่าจะเคยประสบพบเจออาการ “ติดแฟน” กันมาบ้าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของคนรอบตัว หรือเป็นคนรัก (หรืออดีตคนรักของเราเอง) หรืออาจจะเป็นตัวเราเองที่มีคนทักว่า เราดูมีอาการ ติดแฟน เอามาก ๆ เลย ถามว่าอาการติดแฟนมันไม่ดีตรงไหน ความจริงก็ไม่ได้เสียหายอะไรที่เราและแฟน หรือ เรากับคู่รักของเราจะตัวติดกันตลอดเวลา ถ้าเราและแฟนเป็นสไตล์เดียวกันก็น่าจะไม่มีปัญหา  แต่บางทีเมื่อคนใดคนหนี่งในคู่รัก เริ่มรู้สึกอึดอัด หรือต้องการระยะห่างมากกว่านี้ก็อาจจะเป็นส่วนที่บั่นทอนความรักของเราและคู่รักของเราได้

ทำไมถึงมีอาการติดแฟน

จริง ๆ แล้วคู่รักส่วนใหญ่อาจจะเคยมีช่วงเวลาที่ ติดแฟน หรือติดคนรักอยู่บ้าง ส่วนใหญ่มักจะเป็นช่วงแรก ๆ ที่ความรักกำลังเบ่งบาน และบางคนก็อาจจะเรียกว่าช่วง “ข้าวใหม่ปลามัน” แบบว่า หายใจเข้าออกก็คิดถึงเธอ อยากเจอหน้าเธอตลอด แม้จะได้เจอกันทุกวันอยู่แล้ว แต่ห่างกันไม่กี่ชั่วโมงก็คิดถึงแต่หน้าเธออะไรแบบนี้ อย่างไรก็ตามสุดท้ายพอเริ่มคุ้นเคยกัน เราก็จะเข้าสู่สมดุล ทั้งสองคนใช้ชีวิตคู่ในสไตล์ที่ตัวเองชอบ เว้นระยะห่างที่ต่างคนต่างรู้สึกสบาย และสมดุลกัน

แต่ก็มีบางคนที่อาจจะมีแนวโน้มต้องการอยู่กับคู่รักของตัวเองมาก ๆ  ต้องการใช้เวลาร่วมกันมาก ๆ และต้องการให้คนรักของตนแสดงออกถึงความรักมากกว่าที่เป็นอยู่ ทำให้มีอาการที่เรียกกันว่า “ติดแฟน” หรือติดคนรัก อยู่ห่างนาน ๆ ไม่ได้ เพราะจะรู้สึกไม่ค่อยสบายใจ และรู้สึกไม่มั่นใจ ถ้าใครมีอาการแบบนี้ หรือมีคู่รัก หรือเพื่อน หรือคนใกล้ตัวที่เป็นแบบนี้ อย่าพึ่งเข้าใจผิดไปว่าพวกเขาผิดปกติ เรื่องนี้สามารถอธิบายได้ด้วย Attachment Theory หรือทฤษฎีความผูกพัน

Attachment Theory

Attachment Theory หรือทฤษฎีความผูกพัน อธิบายโดย John Bowlby ตั้งแต่ปี 1958 เขากล่าวถึงว่า ลักษณะการเลี้ยงดูของผู้ที่เลี้ยงดูเราตอนเด็ก ๆ (เด็กในที่นี้หมายถึงเด็กเล็ก ๆ ก่อนอายุ 2-3 ขวบ) ลักษณะการเลี้ยงดูที่ต่างกัน มีผลต่อลักษณะของการมีความรัก และการสร้างความสัมพันธ์ที่ฝังอยู่ในจิตใต้สำนึกของเรา อธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ คือ เวลาที่เราพูดถึงความรัก หรือความผูกพัน แม้ทุกคนจะใช้คำเดียวกัน แต่ความรู้สึกต่อคำเหล่านี้ ความเข้าใจต่อคำเหล่านี้ และการแสดงออกต่อคำเหล่านี้ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน เพราะเรามักจะเรียนรู้จักคำเหล่านี้ ความรู้สึกเหล่านี้จากผู้ที่เลี้ยงดูเราตอนเด็ก ๆ นั่นเอง

ลักษณะความผูกพัน หรือ Attachment type ของคนเราแบ่งเป็น 3 แบบ ได้แก่

Secure

Secure แปลตรง ๆ หมายถึงความปลอดภัย คนกลุ่มนี้รู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า รู้สึกว่าการทำความรู้จักกับผู้คน และสร้างความสัมพันธ์กับคนอื่นไม่ใช่เรื่องยาก รู้สึกว่าการที่ต้องพึ่งพาคนอื่น หรือเป็นที่พึ่งพาซะเอง ไม่ใช่เรื่องลำบาก หรือทำให้อึดอัดใจ เมื่อต้องอยู่อย่างโดดเดียวก็ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองด้อยค่าลงไป และในขณะเดียวกันก็ไม่ได้รู้สึกอึดอัดเมื่อต้องสร้างความสัมพันธ์จริงจังกับใครซักคน

Anxious

Anxious แปลตรงตัวว่า กังวล หรือหวาดระแวง คนกลุ่มนี้มักรู้สึกว่าคนอื่นไม่ค่อยอยากจะสร้างความสัมพันธ์กับตัวเองเท่าที่ตัวเองต้องการ มีความกังวล และความระแวงสงสัยว่าคนรอบตัวจะไม่รัก หรือไม่ชอบตัวเอง กับคนรักคนกลุ่มนี้มักมีความกลัวอยู่ลึก ๆ ภายใน (ซึ่งบางคนก็ไม่รู้ตัว) มีความสงสัยบ่อยครั้งว่าคนรักของตัวเอง ยังรักตัวเองอยู่หรือไม่ คนกลุ่มนี้จึงต้องการการแสดงความรัก ความใกล้ชิดอยู่เสมอ เพราะมันทำให้พวกเขาสบายใจว่า คนรักของเขายังรักเขาอยู่ คนกลุ่มนี้ก็คือกลุ่มที่มักมีอาการติดแฟน ชอบตามตัวติดแจกับคนรักอยู่เสมอ หรือบางคนก็อาจจะกลายเป็นคนขี้หึงหวงไปก็ได้

Avoidance

Avoidance แปลว่าการหลีกเลี่ยง การหลบหลีก คนกลุ่มสุดท้ายนี้ มักรู้สึกไม่สบายใจที่จะไว้วางใจใครอย่างเต็มที่ รู้สึกอึดอัดใจที่ต้องพึ่งพาใครซักคน หรือให้คนอื่นมาพึ่งพาเรา รู้สึกกลัวการผูกพันกับคนอื่น เมื่อใครเข้ามาสร้างความสัมพันธ์หรือใกล้ชิดมาก คนเหล่านี้มักเริ่มมีความรู้สึกอึดอัด และต้องการเว้นระยะห่างมากกว่านั้น คนกลุ่มนี้จึงมักมีปัญหาการสร้างความสัมพันธ์กับคนอื่น และรู้สึกว่าคนอื่นเรียกร้องมากเกินไป

เมื่อ Anxious จับคู่กับ Avoidance

จากการสำรวจพบว่าคนประมาณ 50 % อยู่ในกลุ่ม Secure ในขณะที่คนที่มีลักษณะ Anxious หรือ Avoidance ก็มีอยู่จำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว (ดังนั้นถ้าใครคิดว่าตัวเองจัดอยู่ใน 2 กลุ่มนี้ คุณไม่ได้เป็นคนวิกลจริต หรือแปลกอะไร มีคนอีกมากมายที่อยู่ในสถานการณ์เดียวกัน และอาจจะกำลังเจอปัญหาแบบเดียวกันอยู่ อย่างที่เห็นว่า Anxious มีโอกาสจับคู่กับ Avoidance มากทีเดียว ด้วยเหตุผลเพราะว่า แม้ Avoidance ดูจะไม่ต้องการความรัก แต่จริง ๆ แล้วลึก ๆ พวกเขาต้องการมีความรักเช่นกัน เพียงแค่ลึก ๆ พวกเขากลัว ถ้าค้นไปลึก ๆ แล้ว Avoidance มักมีเหตุการณ์ตั้งแต่เล็ก ที่พวกเขาเคยถูกทอดทิ้ง หรือผิดหวังจากคนที่เขารัก เช่น พ่อ หรือแม่ ทำให้พวกเขากลัวการผูกพัน เพราะนั่นหมายถึงความเจ็บปวด เมื่อถูกทอดทิ้ง ในช่วงแรก คนกลุ่ม Anxious ที่ชอบแสดงความรัก มักจะมีสิ่งที่ Avoidance ต้องการคือความรัก

แต่เมื่อAnxious ยิ่งเข้าใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงจุดที่ Avoidance รู้สึกมากเกินไป Avoidance ก็มักจะเริ่มถอยออก และสร้างพื้นที่ส่วนตัวมากขึ้น เพราะพวกเขาสบายใจกว่าที่จะอยู่แบบนั้น Anxious มักไม่เข้าใจ และแปลความหมายของการถอยออกนั้นว่า Avoidance ไม่รักเขาแล้ว จุดนี้เป็นช่วงที่เราจะเห็นได้ชัดว่า จะมีคนหนึ่งคอยตามแจ คอยเรียกร้องความสนใจ ตามหา โทรหา เหมือนคน “ ติดแฟน ”  จนบางทีพวกเขาจะเริ่มกลัว เริ่มโกรธ เริ่มทะเลาะ และอาจจะโมโหร้าย กลายเป็นคนขี้หึง ขี้หวงอย่างไม่มีเหตุผลได้ และนี่ก็อาจจะเป็นคำอธิบายของบางคู่ ที่คนหนึ่งติดแฟนมาก แต่อีกคนหนึ่ง เหมือนจะพยายามตีตัวออกห่างด้วยซ้ำไป

แก้ปัญหาอย่างไร เมื่อเรา ติดแฟน

สิ่งสำคัญคือ การเรียนรู้ว่าตัวเองเป็นกลุ่มไหน เราอาจจะกลับไปเปลี่ยนแปลงเรื่องราวในอดีตของเราไม่ได้ แต่ขอให้เราเรียนรู้ตัวเองว่า เราเป็นแบบไหน กลุ่มคนติดแฟน ส่วนใหญ่มักเป็นแบบ Anxious

กลุ่ม Anxious ควรเข้าใจว่า การเว้นระยะห่างของคนรัก ไม่ได้แปลว่าเขาไม่รักเราแล้ว เมื่อใดที่เริ่มมีอารมณ์ มีความสงสัยขึ้นมาว่า แฟนเราไม่รักเรารึเปล่า ให้ตั้งคำถามกับตัวเองก่อนว่า อะไรทำให้เราคิดแบบนั้น และจงรู้ไว้ว่า มีความเป็นไปได้ที่เรื่องราวไม่ได้เลวร้ายขนาดที่เราคิด ให้พยายามสงบสติ และลองดูดี ๆ ใหม่ ใช้เวลาดี ๆ จริง ๆ แล้วการเว้นระยะห่างบ้าง ไม่ได้ทำให้เรารักกันน้อยลงเลย

คนกลุ่ม Anxious  ควรหันกลับมาโอบกอดตัวเอง และรักตัวเองบ้างหาอะไรที่ตัวเองชอบ หรือผ่อนคลายทำ คนในกลุ่มนี้มักมองตัวเองด้อยค่า ดังนั้นจงบอกตัวเองไว้เสมอว่า เรานั้นมีคุณค่า และสามารถมีความสุขได้ด้วยตัวเองเสมอ

ขอให้คนติดแฟนทุกคนรักตัวเองมาก ๆ และขอให้ใครที่มีแฟนติดเรา ขอให้เข้าใจเชาให้มาก ๆ นะคะ วันนี้สวัสดีค่ะ