เข้าใจกัน
Relationship

คืนดีอย่างไรให้ “เข้าใจกัน” มากขึ้น

พูดถึงเรื่องการทะเลาะกัน คิดว่าคู่รักคู่ไหน ๆ ก็ไม่อยากทะเลาะกัน ไม่อยากมีปากเสียงกัน ถ้าเป็นไปได้ก็ไม่อยากทะเลาะกันเลย แต่แน่นอนเวลาที่คนสองคนจากต่างการเลี้ยงดู ต่างครอบครัวมาอยู่ด้วยกัน ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่จะมีไม่เข้าใจกัน หรือผิดใจกันบ้าง การทะเลาะกันจริง ๆ เป็นเรื่องธรรมดาของทุกคู่ แต่จะทำอย่างไรให้การทะเลาะกันนำไปสู่การคืนดีกัน และทำให้เรา เข้าใจกัน มากขึ้น

ทะเลาะกันไม่มีอะไรดีจริงรึเปล่า

การทะเลาะกัน ไม่เข้าใจกันของคู่รักเป็นเรื่องปกติ และจริง ๆ แล้วหากไม่มีเรื่องทะเลาะกัน หรือผิดใจกันเลย ออกจะเป็นเรื่องที่ผิดปกติด้วยซ้ำไป (เพราะการทะเลาะกันบ้าง เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคู่ที่ดี ) คู่รักหลายคู่ที่อยู่ด้วยกันมานานมักจะพบว่า ช่วงเวลาที่ทะเลาะกัน และปรับความเข้าใจกัน คือช่วงเวลาที่คู่รักจะได้พูดคุยกันถึงเรื่องความรู้สึกของกันและกัน ได้พยายามทำความเข้าใจอีกฝ่าย และทุกครั้งที่ผ่านเรื่องการทะเลาะกันไปได้ จะเหมือนกับการได้พิชิตอุปสรรคบางอย่างร่วมกัน และทำให้ความรักแน่นแฟ้นขึ้น

สิ่งสำคัญคือ รู้จักวิธีการจัดการเมื่อเรามีเรื่องไม่เข้าใจกัน หรือทะเลาะกัน

นอกจากช่วงเวลาที่ต่างคนต่างกำลังโกรธ หรือมีคนใดคนหนึ่งกำลังโกรธ เราควรรู้วิธีที่จะไม่ทำให้เรื่องบานปลาย หรือกลายเป็นรอยร้าวฝังลึกในจิตใจแล้ว (อ่านบทความเกี่ยวกับการทะเลาะกันไม่ให้บานปลายได้) ช่วงเวลาปรับความเข้าใจหลังจากต่างฝ่ายต่างอารมณ์เย็นแล้ว เป็นเรื่องสำคัญมาก

สิ่งที่ไม่ควรทำหลังจากทะเลาะกัน

อย่าทำเหมือนไม่เกิดอะไรขึ้น ถ้ายังไม่ได้ปรับความเข้าใจกัน

การกลับมาพูดคุยเหมือนไม่ได้เกิดอะไรขึ้นมาก่อน ถือเป็นการเพิกเฉยต่อปัญหา หรือจะเรียกว่าหนีปัญหา การทำแบบนี้จะทำให้ฝ่ายที่ยังเจ็บหรือไม่พอใจอยู่ยิ่งเก็บกดความรู้สึกเอาไว้ และการสนทนาจะยิ่งผิวเผินขึ้นเรื่อย ๆ และห่างเหินขึ้นเรื่อย ๆ

มองโดยผิวเผิน การทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นมักทำให้ดูเหมือนเรื่องบาดหมางจบลง และไม่ทะเลาะกันอีก แต่การทำแบบนี้เป็นการทำให้ทั้งสองฝ่ายไม่สามารถพูดคุยถึงความรู้สึกของตัวเองได้ ไม่สามารถแสดงความคิดเห็นของตัวเองให้อีกฝ่ายรับรู้ได้ เมื่อไม่ได้พูดคุยกันก็ยากที่จะเข้าใจกันได้

อีกจุดที่ควรทราบคือ การปรับความเข้าใจ ไม่รวมถึงการทึกทักไปเองว่าอีกฝ่ายคิดแบบนั้นแบบนี้ แล้วก็ถือว่าตัวเองเข้าใจแล้ว หรือสรุปง่าย ๆ ว่า ก็อีกฝ่ายไม่ชอบแบบนี้ วันหลังเราก็ไม่ทำก็แค่นั้น การทึกทักแบบนี้ไม่ถือเป็นการปรับความเข้าใจ เพราะนอกจากจะเป็นการสรุปเองโดยผิวเผินแล้ว ก็ยังมีความเป็นไปได้สูงมาก ว่าสิ่งที่เราทึกทักจะเป็นการเข้าใจผิด ๆ และการทึกทักไปเองก็ไม่ได้ทำให้เราเข้าใจกันมากขึ้นด้วย ดังนั้นอย่าทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเด็ดขาด ควรหันหน้าคุยกันและรับฟังกันและกัน

อย่าเล่นสงครามเย็น

การเล่นสงครามเย็นหมายถึงว่า ต่างฝ่ายต่างเงียบ แข่งกันว่าใครจะพูดก่อนกัน หรือลงโทษอีกฝ่ายด้วยการไม่พูดด้วย การทำแบบนี้ไม่ได้ต่างกับการขึ้นเสียงใส่กัน ด่ากัน ทะเลาะกัน เพียงแต่อยู่ในอีกรูปแบบหนึ่ง โดยการใช้ความเงียบที่น่าอึดอัดแทน และการทำแบบนี้มักไม่นำพาไปสู่จุดจบที่ดี เพราะเป็นความพยายามจะทำให้อีกฝ่ายงอนง้อ อ้อนวอน ยอมเป็นฝ่ายผิดนั่นเอง ซึ่งก็จะไม่ได้นำไปสู่การปรับความ เข้าใจกัน อยู่ดี

ถ้าคุณยังเล่นสงครามเย็นอยู่ คุณควรจะลดอารมณ์ ลดทิฐิ หรือลด Ego ของตัวเองลง และหันมาพูดคุยปรับความเข้าใจกัน

ห้ามไม่ขอโทษ

การขอโทษไม่ได้แปลว่าเรายอมเป็นฝ่ายผิด แต่การทะเลาะกัน อารมณ์เสียใส่กัน เป็นสิ่งที่ไม่ดีและเราเองก็ขอโทษในส่วนที่เราได้ทำร้ายจิตใจอีกฝ่ายหนึ่ง ด้วยอารมณ์เกรี้ยวกราดที่เราทะเลาะกัน

สิ่งหนึ่งที่ควรเข้าใจเวลาที่ทะเลาะกันคือ อย่าคิดว่าการทะเลาะกันหรือผิดใจกันนั้นต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายผิด ถ้าเธอถูกแปลว่าฉันผิด หรือถ้าเธอผิด แปลว่าฉันถูก จริง ๆ แล้วเหตุการณ์ทุกอย่างมีหลายปัจจัยเกี่ยวข้อง ทุกคนมีส่วนเกี่ยวข้องไม่มากก็น้อย ให้เปลี่ยนมุมมองเป็นคุณสองคนเป็นคู่รักที่อยู่ฝ่ายเดียวกัน และฝ่ายตรงข้ามของคุณคือสถานการณ์ตรงหน้า หรือปัญหาที่คุณสองคนควรจะร่วมมือ รวมพลังกันแก้ไขมากกว่า

สิ่งที่ควรทำเพื่อการ เข้าใจกัน

รอให้อารมณ์เย็นลง

ก่อนจะปรับความเข้าใจอะไร ก็ไม่ควรรีบร้อน ให้อารมณ์ของตัวเอง และของอีกฝ่ายได้มีเวลาผ่อยคลายลงก่อน แล้วค่อยหันหน้าคุยกัน ถ้าคุณเองยังไม่พร้อมจะคุยก็สามารถบอกกันได้ตรง ๆ ว่าตอนนี้ยังอารมณ์ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ยังไม่พร้อมจะคุย แต่ขอให้ตั้งใจแน่วแน่ว่า เรื่องเหล่านี้ควรได้รับการแก้ไข ไม่ควรปล่อยเลยผ่านไปเหมือนไม่ได้เกิดอะไรขึ้น

คุย และคุย ปรับความเข้าใจกัน

คนส่วนใหญ่อยากทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพราะกลัวว่าการจุดประเด็นนี้ขึ้นมาคุยอีกอาจจะทำให้เรื่องร้อนขึ้นมาอีก แล้วก็ทะเลาะกันอีก แต่ขอให้เชื่อว่าการแก้ปัญหาตอนนี้จะส่งผลดีอย่างแน่นอน ถ้าพอเริ่มคุยคุณเองก็เริ่มมีอารมณ์โกรธอีก แล้วอีกฝ่ายก็เริ่มโกรธเหมือนกัน ก็สามารถหยุดก่อน แล้วค่อยกลับมาคุยอีกครั้งได้

วิธีการคือให้คิดว่าถ้าคุณกำลังทะเลาะกับเพื่อนที่ทำงาน ที่ยังต้องทำงานร่วมกันอยู่ทีมเดียวกันไปอีกนาน คุณจะพยายามแก้ไขปัญหานี้อย่างไร พยายามไม่ให้เรื่องกลายเป็นการทะเลาะกันใหม่ แต่พยายามใจเย็น เสนอวิธีแก้ปัญหา เสนอข้อตกลงร่วมกัน ที่คิดว่าอีกฝ่ายก็น่าจะยอมรับได้ และคุณเองก็โอเค

คำถามที่ต้องตอบตัวเองได้

นอกจากจะต้องแก้ปัญหากับอีกฝ่ายแล้ว สิ่งที่คุณเองก็ควรจะลองถามตัวเองด้วยเช่นกันว่า เป็นไปได้มั๊ยว่าปัญหาที่เกิดขึ้น จริง ๆ แล้วมีประเด็นอึดอัดใจอื่นที่ซ่อนอยู่ เช่น คุณแม่บ้านที่ทะเลาะกับสามีเพราะสามีทิ้งเสื้อผ้าไม่เป็นที่ จริง ๆ แล้วอาจจะป็นความอึดอัดใจมากกว่านั้นที่รู้สึกว่าตัวเองรับทั้งภาระงานบ้าน และยังต้องทำงานข้างนอกหาเงินด้วย โดยที่สามีไม่เคยช่วยทำงานบ้านใด ๆ เลย แต่เรื่องที่เสื้อผ้าไม่เป็นที่จริง ๆ แล้วอาจจะเป็นเพียงฟางเส้นสุดท้ายที่จุดชนวนให้คุณโกรธและกลายเป็นเรื่องทะเลาะขึ้นมา เรื่องทะเลาะกันตรงหน้าอาจจะเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งเหนือน้ำ ที่จริง ๆ แล้วมีภูเขาลูกใหญ่มากซ่อนอยู่ใต้น้ำที่เราไม่เห็นก็ได้

ถ้าพบว่าจริง ๆ แล้วมีปัญหาที่ใหญ่กว่าซ่อนอยู่ก็ควรจะหยิบยกขึ้นมาพูด และหาทางแก้ไขร่วมกัน ด้วยการพูดแบบไม่โยนความผิดให้อีกฝ่าย หรือกล่าวหาอีกฝ่าย แต่ด้วยประโยค “ฉัน” ไม่ควรขึ้นประโยคด้วย “คุณ” (อ่านรายละเอียดได้ที่ ทำอย่างไรเมื่อทะเลาะกับแฟน)

ปัญหาทะเลาะกันบ่อย ๆ

ปัญหาเบื้องลึกนี้สำคัญมาก เพราะถ้าไม่ได้รับการแก้ไข ก็อาจจะกลายเป็นเรื่องทะเลาะกันอีก ซึ่งดูเหมือนจะเป็นเรื่องใหม่ แต่ความจริงแล้วเกิดจากปัญหาเบื้องลึกเดิม อย่างเช่น เรื่องภาระงานบ้านที่ยกตัวอย่างไว้ วันนี้อาจจะทะเลาะเรื่องทิ้งเสื้อผ้าไม่เป็นที่ สัปดาห์ถัดมาอาจจะทะเลาะเรื่องทำขนมตกที่พื้น สัปดาห์ถัดมาอาจจะเป็นเรื่องไม่เก็บเตียง เปลี่ยนเรื่องไปเรื่อย ๆ เหมือนกับว่าทะเลาะกันบ่อย ๆ เรื่องนั่นเรื่องนี่ แต่จริง ๆ แล้วปัญหาเบื้องลึกคือ เธอแค่รู้สึกเหนื่อยเกินไปกับภาระงานบ้านที่รับไว้ และอยากให้สามีช่วยทำบ้างแค่นั้นเอง

สรุป

การคืนดีให้ ” เข้าใจกัน ” มากขึ้นควร

  • ห้ามทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ห้ามไม่ขอโทษ และห้ามเล่นสงครามเย็น
  • รอให้อารมณ์เย็นลงแล้วหันหน้าเข้าหากัน พูดคุยทำความเข้าใจกัน
  • ถามตัวเองว่าจริง ๆ แล้วเรื่องที่ทะเลาะกันมีต้นตอมาจากปัญหาอื่น ความอึดอัดใจอื่น ๆ รึเปล่า และรีบแก้ไขเรื่องนั้นซะ

อ่านกันแล้วเห็นด้วยไม่เห็นด้วยอย่างไร ก็Feed back กันได้ทาง Contact us นะคะ หรือมีเรื่องไหนอยากให้แนะนำวิธีแก้ไขปัญหา ก็สามารถส่งมาได้ค่ะ ขอให้ทุกคู่สามารถคืนดีกันอย่างเข้าใจกันได้ทุกครั้งที่ทะเลาะกันนะคะ

Resource : เนื้อหาบางส่วนแปลและดัดแปลงจาก https://www.psychologytoday.com/us/blog/fixing-families/201806/after-argument-the-right-way-make