ทำอย่างไรเมื่อทะเลาะกับแฟน
Relationship

ทำอย่างไรเมื่อทะเลาะกับแฟน ไม่ให้เรื่องบานปลาย

ทำอย่างไรเมื่อทะเลาะกับแฟน หรือคนรัก ใคร ๆ ก็คงบอก และคุณเองก็คงเคยได้ยินว่า เวลาคนสองคนมาอยู่ด้วยกัน ก็ต้องมีการทะเลาะกัน มีการกระทบกันบ้างเป็นเรื่องธรรมดา เหมือนลิ้นกับฟันยังไงก็ต้องกระทบกันบ้าง ฟังดูเหมือนง่ายเลยนะคะ แต่เชื่อว่าทุกคนก็คงไม่ปฏิเสธว่าการ ทะเลาะกัน นั้นมันน่าเบื่อหน่าย และน่าหงุดหงิดขนาดไหน และยิ่งเวลาที่เราเองก็เหนื่อยเหมือนกันแล้วต้องมาทะเลาะกัน มันบั่นทอนชีวิตคู่ และทำให้การอยู่ด้วยกันไม่มีความสุขเลย

ทำอย่างไรเมื่อทะเลาะกับแฟน หรือคนรัก

วันนี้เราจะพูดเรื่องการทะเลาะให้สร้างสรรค์ เพราะจริง ๆ แล้ว เรื่องไม่เข้าใจกัน หรือการทะเลาะกัน จะนำไปสู่การปรับความเข้าใจกัน และนำไปสู่ชีวิตคู่ที่ดี ซึ่งตั้งใจว่าจะมี 2 ตอน เหมือนกับ 2 ช่วงเวลาของการทะเลาะกัน คือ

  1. ช่วงเวลากำลังร้อน กำลังปะทะกัน
  2. ช่วงเวลาหลังจากการทะเลาะกัน

วันนี้เราจะมาพูดถึงช่วงเวลาที่กำลังร้อนแรง อารมณ์กำลังพุ่ง และการปะทะกัน ช่วงที่กำลังทะเลาะกันนั้นเป็นช่วงสำคัญที่สิ่งที่ต้องนึกไว้เสมอคือ เราไม่ควรทำให้เรื่องบานปลาย ส่วนเรื่องการปรับความเข้าใจ หรือการแก้ปัญหาร่วมกัน เราอาจจะไม่สามารถหาคำตอบได้ในตอนนี้ก็ได้

สิ่งที่ไม่ควรทำเวลา ทะเลาะกัน

เราจะมาเริ่มจากสิ่งที่ไม่ควรทำกันก่อน เพราะถึงแม้ว่าจะทำสิ่งที่ควรทำยังไม่ได้ แต่อย่างน้อยถ้าหลีกเลี่ยงสิ่งที่ไม่ควรทำได้ ก็ทำให้การทะเลาะเบาะแว้ง ไม่บานปลายออกไป

อย่า ตัดสินใจแบบอารมณ์ชั่ววูบ

สิ่งนี้ต้องระวังเป็นอย่างมาก เพราะว่าบางครั้งที่อารมณ์รุนแรง หรืออารมณ์โกรธพากันทวีมากขึ้นเรื่อย ๆ ยิ่งพูดกัน ยิ่งโต้เถียงกันก็ยิ่งอารมณ์ขึ้นไปเรื่อย ๆ อาจทำให้พลั้งปากพูดอะไร หรือตัดสินใจอะไรที่อาจจะต้องมาเสียใจภายหลังได้ เช่น “เลิกกันเลยดีมั๊ย” “หย่ากันเลยดีกว่ามั๊ย” “ไม่อยากเจอหน้าเธออีกแล้ว” คำพูดเหล่านี้หากพลั้งพลาดไป อาจทำให้กลายเป็นการหย่าร้าง หรือแยกทางกันอย่างจริงจังได้

ให้จดจำไว้เสมอว่า ถ้าจะต้องถึงขนาดแยกทางกัน หรือหย่ากัน จริง ๆ อย่าให้การตัดสินใจนั้นเกิดขึ้นในขณะที่อารมณ์ไม่สงบ หรือไม่ได้ไตร่ตรองดี ๆ ก่อนพูดจริง ๆ

ห้ามทำร้ายร่างกาย

เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ถึงแม้ว่าบางครั้งไม่ทันได้ยั้งตัวเอง แต่สามารถสร้างบาดแผลร้าวลึก และเป็นควรทรงจำอันเลวร้ายของอีกฝ่ายได้ การทำร้ายร่างกายที่พูดถึง ไม่ใช่หมายถึงการซ้อมอย่างรุนแรงเหมือนในหนังเท่านั้นนะคะ แต่ยังการตบหน้า (ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายเป็นฝ่ายกระทำ) หรือ การขว้างปาข้าวของใส่กัน

ห้ามใช้คำพูดทำร้ายความรู้สึก หรือทำร้ายจิตใจอีกฝ่ายอย่างตั้งใจ

คนที่เป็นสามีภรรยากัน หรือเป็นคู่รักกัน บางครั้งก็รู้อยู่แก่ใจอยู่แล้วว่าอะไรเป็นเรื่องสำคัญ หรืออะไรเป็นปมด้อยของอีกฝ่าย ที่ไม่ควรพูด ไม่ควรกล่าวถึง ในบางครั้งที่ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ อาจพลั้งพูดในสิ่งที่ไม่ควรพูดออกไป โดยตั้งใจจะเอาชนะ หรือทำร้ายอีกฝ่ายให้ยอมแพ้

จำไว้ว่าการทำร้ายตรงที่จุดอ่อน หรือปมด้อยแบบนั้น ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น แต่เป็นการขับไสไล่ส่ง และทำลายความสัมพันธ์ของคุณอย่างแท้จริง ถ้าเกิดว่าคุณคิดว่าการทะเลาะครั้งนี้ ไม่ได้เป็นการทะเลาะเพื่อเลิกรา หรือแยกทางกัน

สิ่งที่ควรทำเวลา ทะเลาะกัน

เราจะมาถึงสิ่งที่ควรทำกันบ้าง หลักสำคัญคือ ลดอารมณ์ลง ไม่ว่าจะเป็นของตัวเราเอง หรือของอีกฝ่ายก็ตามเพื่อให้สามารถคุยกันได้อย่างเข้าใจ หรืออย่างน้อยก็ให้เวลาต่างฝ่ายต่างได้อารมณ์เย็นลงบ้าง

คุมลมหายใจ

มาถึงข้อแรก ก็ออกแนวเข้าวัดกันเล็กน้อย แต่เคยได้ยินมั๊ยคะ เวลาที่เราโกรธ เรามักจะหายใจแรงและถี่ขึ้น แต่เวลาเราอารมณ์เย็น เราก็จะหายใจเบาลงและช้าลง ซึ่งเราสามารถทำให้กระบวนการกลับกันได้ด้วยค่ะ คือถ้าเราอยากโกรธเราก็หายใจให้แรงและถี่ขึ้น (แต่เราคงไม่ทำ ส่วนใหญ่ เหล่าดารานักแสดงเขาใช้ในการสร้างอารมณ์ตามบทได้ค่ะ) และถ้าเราอยากอารมณ์เย็นลง เราก็ต้องหายใจเบาลงและช้าลง

ดังนั้นทันทีที่เราเริ่มรู้สึกว่าตัวเองมีอารมณ์พุ่งขึ้น หัวร้อน และเริ่มพูดเสียงดังขึ้น ซึ่งเป็นปฏิกิริยาของร่างกายของเราตามปกติเวลาที่โกรธ ถ้าเราเริ่มหายใจลึก ๆ ช้า ผ่อนให้ช้าลง เราจะสามารถลดความพลุ่งพล่านของอารมณ์เราได้ค่ะ

วิธีนี้เป็นวิธีสำหรับเวลาที่เราต้องการลดอารมณ์ของตัวเองให้เย็นลง ให้มีสติกลับมา และสามารถเปิดใจรับฟังอีกฝ่ายได้ แต่เราคงไม่สามารถบอกให้อีกฝ่ายหายใจช้า ๆ ได้ บางคนอาจจะบอกได้ถ้ายังอารมณ์ไม่รุนแรงมาก แต่ส่วนใหญ่เราอาจจะไม่ควรพูดเท่าไหร่เพราะบางคนอาจจะยิ่งโกรธเข้าไปใหญ่ที่เราพยายามบังคับหรือพูดให้เขาลดอารมณ์ลง

ลดเสียงตัวเองลง

เหมือนกับการหายใจค่ะ คือเวลาที่เราโกรธเราจะเริ่มพูดเสียงดังขึ้นเรื่อย ๆ และในทางกลับกัน ถ้าเราลดเสียงตัวเองลง เราก็จะสามารถลดความรุนแรงของอารมณ์เราได้ด้วยค่ะ ดังนั้น เมื่อเริ่มรู้สึกว่าตัวเองกำลังจะเริ่มหน้ามืด และหัวร้อนด้วยความโกรธ ลองลดเสียงตัวเองลง แล้วก็พูดให้ช้าลง อารมณ์เราจะลดลง และเริ่มมีสติกลับมาด้วย

เหมือนกับเรื่องการหายใจคือ เทคนิคนี้เป็นการลดอารมณ์ของตัวเองซะส่วนใหญ่ แต่ข้อดีคือบางครั้งที่เราพูดเบาลง ก็จะทำให้อีกฝ่ายไม่เสียงดังไปกว่าเดิม เพราะโดยปกติเวลาที่ฝ่ายหนึ่งเสียงดัง อีกฝ่ายโกรธตามก็จะพยายามเสียงดังกว่า และก็จะยิ่งแข่งกันเสียงดังไปเรื่อย ๆ การที่คนหนึ่งลดเสียงลง มักจะทำให้อีกฝ่ายไม่เสียงดังไปกว่าเดิม และมักจะค่อย ๆ ลดลงตามได้ด้วย

ฟังอย่างตั้งใจ

ทีนี้สองข้อแรกที่พูดไป คือกรณีที่เราเองเป็นฝ่ายโกรธ และอยากจะควบคุมอารมณ์ตัวเองให้สามารถพูดคุยปกติ และมีกลับมามีสติได้ แต่ถ้าอีกฝ่ายกำลังอารมณ์พุ่ง หรือเป็นฝ่ายที่โกรธอยู่ สิ่งที่เราทำได้คือการ “ตั้งใจฟัง” สิ่งที่ควรระวังคือ การที่อีกฝ่ายเสียงดังและโกรธมักทำให้เราพยายามปกป้องตัวเอง ว่าเราไม่ไดแย่อย่างที่เขาบอก หรือเรามีเหตุผลอะไรที่ต้องทำแบบนั้นนี้ แต่ในจังหวะนี้การพยายามพูดปกป้องตัวเองมักไม่ได้ผลอะไรหรอกค่ะ อีกฝ่ายที่กำลังเสียงดังอยู่อาจจะได้ยิน แต่ไม่ทันได้รับฟังแน่นอน สิ่งที่เราควรทำคือรับฟังค่ะ

ข้อควรระวังของการรับฟังคือ การรับฟัง และแสดงออกว่าตัวเองกำลังรับฟังอยู่ อย่างน้อยก็หยุดทำอย่างอื่นและแสดงความหันมาสนใจฟังสิ่งที่เขากำลังบ่น หรือกำลังพูด เพราะการฟังไปด้วยแต่ยังคงทำอย่างอื่นไปด้วย ไม่ได้สนใจ เป็นการแสดงว่าเราไม่ได้ใส่ใจ หรือให้ความสำคัญกับสิ่งที่เขาคิดว่าเป็นปัญหาเลย ยิ่งรังแต่จะทำให้เขาโกรธมากขึ้น หรือบางทีเขาอาจจะหยุดพูดเพราะเห็นคุณไม่ได้ตั้งใจฟัง แต่ปัญหาจะไม่ได้รับการแก้ไข และกลายเป็นระเบิดเวลารอการระเบิดต่อไป

สะท้อนความรู้สึก

การสะท้อนความรู้สึก คือการพูดซ้ำสิ่งที่อีกฝ่ายพูด หรือความรู้สึกของอีกฝ่ายที่เรารับรู้ ซึ่งควรใช้หลังจากที่เราตั้งใจฟังอีกฝ่ายอย่างดีแล้ว จนอีกฝ่ายเริ่มหมดเรื่องที่จะพูด การที่เราพูดสะท้อนความรู้สึกของอีกฝ่ายที่เราสังเกตได้ หรือแม้แต่พูดซ้ำสิ่งที่อีกฝ่ายพูดถึงความรู้สึกของตัวเอง ตัวอย่างเช่น

“ฉันเหนื่อยมากเลยนะ วัน ๆ ต้องทำตั้งหลายอย่าง ตื่นเช้ามาทำกับข้าวส่งลูกไปโรงเรียน ทำงานบ้าน ซื้อของเตรียมทำกับข้าวตอนเย็น แล้วก็ต้องฝ่ารถติดไปรับลูก กลับมาทำกับข้าว แล้วก็ต้องมานั่งกังวลรอคุณกลับบ้านมืดค่ำดึกดื่นแบบนี้ ทำไมคุณไม่ทำอะไรให้ฉันรู้สึกสบายใจบ้างเลย”

“ผมขอโทษ คุณคงรู้สึเหนื่อยมากกับงานหลายอย่างที่คุณรับผิดชอบใช่มั๊ยครับ ……”

การสะท้อนปัญหาของอีกฝ่าย จะทำให้อีกฝ่ายรู้ว่าเราเองก็ตั้งใจฟังอยู่ ให้ความสำคัญกับความรู้สึกของเขา และรับรู้เรื่องราวของเขา และหลังจากนั้นเราก็จะสามารถออกความเห็นของเราได้บ้าง โดยใช้ประโยคที่ขึ้นต้นด้วย “ฉัน”

ขึ้นต้นประโยคด้วย “ฉัน” ไม่ใช่ “คุณ”

เวลาที่เราต้องการจะโต้ตอบ หรือว่าแสดงความคิดเห็นอะไรบางอย่าง ทั้งเวลาที่มีเรื่องทะเลาะกัน และจริง ๆ สามารถใช้กับเวลาปกติได้ด้วย การปรับรูปประโยคเพียงเล็กน้อย จะทำให้ความรู้สึกของคนฟังเปลี่ยนไป ทั้ง ๆ ที่ยังได้ความหมายเท่าเดิมได้ เช่น ตัวอย่าง 2 ประโยคนี้

“คุณมาช่วยล้างจานบ้างได้มั๊ย”

“ฉันรู้สึกเหนื่อย คุณมาช่วยล้างจานได้มั๊ย”

การเปลี่ยนวิธีพูดเพียงเล็กน้อยทำให้ความรู้สึกไม่เหมือนกัน ประโยคแรกทำให้คนฟังรู้สึกว่าเป็นความผิดของเขาที่เขาไม่ช่วยล้างจาน ในขณะที่แบบที่สองทำให้รู้สึกว่าเขาควรจะช่วยล้างจานเพื่อคุณ

หลักการคือการเริ่มต้นด้วยการบอกความรู้สึกของตัวเรา เป็นการบอกอีกฝ่ายให้รู้ว่าเรารู้สึกอย่างไรกับสิ่งนั้นสิ่งนี้ แต่การพูดประโยคที่เริ่มต้นด้วย “คุณ” ควรทำอย่างงั้นอย่างงี้ มักให้ความรู้สึกเหมือนถูกสั่ง หรือถูกวิจารณ์ตรง ๆ และอาจเป็นการจุดชนวนความโกรธ หรือยิ่งโหมไฟโกรธให้มากขึ้นกว่าเดิมได้

สรุป ทำอย่างไรเมื่อทะเลาะกับแฟน หรือคนรัก

สิ่งที่ไม่ควรทำคือการตัดสินใจอย่างอารมณ์ชั่ววูบ เช่นการเลิกกัน หย่าร้างกัน ไม่ควรทำร้ายกันไม่ว่าจะทางกายหรือด้วยคำพูด

สิ่งที่ควรทำคือการลดอารมณ์ของตัวเองลง ด้วยการหายใจให้เบาลงช้าลง และลดเสียงของตัวเองลง รับฟังอีกฝ่ายอย่างตั้งใจ และรู้สึกใช้คำพูดสะท้อนความรู้สึก เมื่อต้องออกความเห็นควรเริ่มต้นประโยคด้วย “ฉัน” ไม่ควรเริ่มต้นประโยคด้วย “คุณ”

ทั้งหมดนี้เป็นข้อมูลจากประสบการณ์จริง และการศึกษาหาความรู้ด้วยตนเองนะคะ ใครเห็นส่วนไหนดีน่าสนใจลองไปปรับใช้กันได้ค่ะ ไว้จะมาต่อกันเรื่องการคืนดีอย่างไรให้เข้าใจกันมากกว่าเดิมในตอนหน้านะคะ วันนี้สวัสดีค่ะ