เคลียร์บ้าน
House and Living,  Lifestyle

แก้ไขบ้านรก เริ่มจากความคิด ตอนที่ 2 : เคลียร์บ้าน

บ้านรก ๆ เป็นสิ่งที่เราไม่อยากได้ แต่จะเริ่มทำทีไรก็รู้สึกเหนื่อยขึ้นมา เราจะมาแชร์ไอเดีย เคลียร์บ้าน เพื่อแก้ไขบ้านรกแบบยั่งยืนที่เราใช้อยู่ คือจริง ๆ ก็ไม่ถึงกับโล่งเหมือนในโชว์รูมเฟอร์นิเจอร์นะคะ แต่ไม่ได้กลับมารกเหมือนกับตอนก่อนเคลียร์บ้านอีก ซึ่งจริง ๆ การจะมีบ้านที่ไม่รกได้นั้น ต้องเริ่มต้นจาก “ความคิด” ในการจัดบ้าน เคลียร์บ้าน ของเราก่อนนะคะ

แก้ไขบ้านรก จากความคิด

ความเดิมจากตอนที่แล้ว เราบอกว่าความคิดง่าย ๆ 2 ข้อที่เราใช้ในการแก้ไขบ้านรกคือ

  • จัดระเบียบไม่พอ ต้องจัดระบบด้วย หมายถึงว่า เราต้องจัดระเบียบบ้านให้รับกับการหยิบใช้งานของเรา และการเก็บเข้าที่
    (สามารถอ่านรายละเอียดได้ตามลิ๊งค์นี้) แก้ไขบ้านรก เริ่มจากความคิด ตอนที่ 1
  • เก็บเฉพาะของที่รู้ว่าจะใช้ตอนไหน (ไม่งั้นก็ทิ้ง) ซึ่งเป็นตอนที่ 2 นี้

เคลียร์บ้าน เท่ากับเพิ่มพื้นที่จับเก็บ

เป็นเรื่องธรรมดาที่เรามักจะมีของที่อยากได้ หรือมีของใช้เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ในบ้านของเรา การที่ในบ้าน หรือคอนโดของเรามีพื้นที่ว่างสำหรับกาารจัดเก็บของใหม่ที่เข้ามาอยู่เสมอ มีความสำคัญมาก มันทำให้เรารู้สึกเหมือนบ้านเรายังโล่ง และมีพื้นที่สำหรับเติมความสุข เติมความสะดวกสบาย และเติมสีสันใหม่ ๆ ให้เราอยู่เสมอ

มันเป็นเหมือนเรื่องของความสัมพันธ์กับความรู้สึก และสิ่งของของเราค่ะ ของใหม่ทำให้เรารู้สึกสดชื่น รู้สึกทันสมัย หรือของบางอย่างก็ทำให้เรารู้สึกอารมณ์ดี อย่างเช่น เสื้อผ้าใหม่ ๆ หูฟังใหม่ อุปกรณ์ครัวอันใหม่ หนังสือเล่มใหม่ เป็นต้น (แค่คิดก็รู้สึกดีแล้ว)

แต่เป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะมีที่ว่างสำหรับของใหม่ โดยที่เก็บของเก่าทุกชิ้นไว้ มันจึงเป็นเรื่องธรรมดาที่เราจะต้อง เคลียร์บ้าน โละของเก่า เพื่อเตรียมรับของใหม่ ๆ อยู่เสมอ แค่เราเคลียร์ของเก่าที่เรารู้ว่าจะได้ใช้อีกตอนไหนออก เราก็จะมีที่ว่างสำหรับต้อนรับของใหม่อยู่เสมอ

เก็บเฉพาะของที่รู้ว่าจะใช้ตอนไหน

ที่บอกให้ “เก็บเฉพาะของที่รู้ว่าจะใช้ตอนไหน ” ไม่ใช่ “ทิ้งของที่ไม่ใช้แล้ว ” เพราะว่าหลายครั้งที่คิดจะทิ้งของที่ไม่ใช้แล้ว เราก็จะมีของที่คิดว่ายังใช้อยู่ แต่มันก็ไม่เคยได้รับการแตะต้องเป็นเวลาหลายปีเลย หรือของบางอย่างเราอาจจะไม่กล้าทิ้ง ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยได้ใช้ อาจจะเพราะมีคนสำคัญให้มา หรือมันเก็บความทรงจำบางอย่าง เราก็ไม่กล้าทิ้งมัน

ดังนั้นให้เราคิดว่าของชิ้นนี้ เราจะได้ใช้ตอนไหน

ใช้ตอนไหน

ขั้นตอนเวลาที่เราจะคิดว่าเราได้ใช้ของนี้อีกตอนไหน เพื่อที่เราจะต้องลาจากจากสิ่งของที่เราเคยเก็บไว้ อาจจะต้องมีกติกานิดนึง หรือจริง ๆ อยากจะใช้คำว่า เราอาจจะต้องเตรียมใจนิดหน่อย เพราะบางที ของที่เราเก็บไว้นาน เราก็อาจจะมีความผูกพัน หรือเรียกว่าความเสียดายอยู่บ้าง

  • ต้องซื่อสัตย์กับตัวเอง และตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า ของชิ้นนี้ เราจะได้ใช้อีกตอนไหน เรามีโอกาสจะได้ใช้มันอีกจริง ๆ หรือว่าเราแค่หาข้ออ้างเพราะว่าเสียดายของชิ้นนี้ที่จะทิ้งไป
  • สิ่งของที่เราซื้อมา หรือได้มา มีความเป็นไปได้ว่า บางทีมันไม่ได้เข้ามาอยู่กับเราให้เราใช้งาน แต่มันแค่สนองความอยาก (สาว ๆ อาจจะเข้าใจเรื่องนี้ดี โดยเฉพาะกับเสื้อผ้า หรือเครื่องสำอางค์) หรือทำหน้าที่เป็นของฝากเท่านั้น

รู้ว่าจะได้ใช้ตอนไหน

มาถึงขั้นตอนที่เราต้องมานั่งตอบคำถามว่า ของแต่ละชิ้นที่เราเก็บไว้ เราคิดว่าเราจะใช้มันตอนไหน ก่อนอื่นก็ต้องทราบว่า ของที่เราใช้ ก็จะมีความถี่ในการใช้ต่าง ๆ กัน ได้แก่

  • ใช้ประจำ ของที่เราใช้เป็นประจำ อันนี้เราก็คงตอบได้สบาย ๆ ว่าเราจะได้ใช้มันอีกเมื่อไหร่ เพราะว่าก็ใช้อยู่เป็นประจำอยู่แล้ว อาจจะประจำทุกวัน ทุกสัปดาห์ ทุกเดือน หรือทุกปีก็แล้วแต่
  • ใช้นาน ๆ ครั้ง ข้อนี้จะเริ่มยากขึ้น เพราะว่าเราจะมีของบางอย่างที่ใช้นาน ๆ ครั้ง เราอาจะไม่รู้ว่าจะได้ใช้วันเวลาไหนชัดเจน แต่เป็นของจำเป็นที่ควรมีติดบ้าน เช่นเครื่องมือช่างพื้นฐาน ยาสามัญประจำบ้าน
  • โอกาสพิเศษ เช่น ชุดราตรี หรือสูทสำหรับไปงาน เสื้อกันหนาว รองเท้าบูทสำหรับไปต่างประเทศ ชุดสำหรับไปเที่ยวทะเล เป็นต้น

ข้อควรระวังของสิ่งของที่ใช้นาน ๆ ครั้ง กับของที่ต้องใช้ในโอกาสพิเศษคือ ของที่เก็บไว้นาน ๆ อาจจะเสื่อมสภาพ หรือบางทีอาจจะล้าสมัยเกินไป ดังนั้น ถ้ามีของที่เราคิดจะเก็บไว้โดยจัดอยู่ในหมวดหมู่ใช้นาน ๆ ครั้ง หรือใช้ในโอกาสพิเศษ ให้เราถามตัวเองอีกครั้งว่า

ถ้าถึงโอกาสนั้นจริง ๆ เราจะใช้ของที่เราเก็บไว้มั๊ย หรือเราอยากไปซื้อใหม่

ยกตัวอย่างเช่น เราเก็บชุดราตรีไว้ชุดหนึ่ง คิดว่าเราจะเก็บไว้โอกาสพิเศษ ถ้าเราจะไปงานแต่งงานของเพื่อน ก็คือจัดอยู่ในกลุ่มโอกาสพิเศษ ทีนี้ เราก็ถามตัวเองต่อว่าถ้ามีงานแต่งเพื่อนคนหนึ่งจริง ๆ เดือนหน้า เราจะใส่ตัวนี้จริง ๆ มั๊ย จะให้ดีลองเอามาใส่ดู เราอาจจะพบว่า ชุดนี้หลวมไป คับไป หรือไม่ก็ดูเชยมาก จนใส่ไปงานคงจะไม่กล้าใส่ไปงาน แค่นี้เราก็ได้คำตอบแล้ว ว่าจริง ๆ เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะใส่ชุดนี้ตอนไหน

เสื้อผ้า

เสื้อผ้าเป็นของชิ้นหนึ่งที่คิดว่า เป็นบ่อเกิดของความรกในหลาย ๆ บ้าน เพราะว่าบางคนอาจจะมีเสื้อผ้าสำหรับหลายช่วงเวลาของตัวเอง ช่วงอ้วน ช่วงผอม ช่วงหุ่นกำลังดี แล้วก็มีหลายแฟชั่นหลายยุคหลายสมัย ทุกครั้งที่ล้าสมัยก็เปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ไปเรื่อย ๆ เวลาเราจัดตู้เสื้อผ้า ควรถามตัวเองดังนี้

  1. ในรอบ 3 เดือนที่ผ่านมา ได้ใส่เสื้อตัวนี้หรือไม่ สำหรับตัวที่ใส่ประจำคงตอบไม่ยาก และแนะนำว่า ถ้าใส่เป็นประจำ เราสามารถผ่านคำถามข้ออื่น ๆ ไปได้เลย แต่ตัวที่ไม่ค่อยได้ใส่เราจะเริ่มไม่แน่ใจ และให้ดูคำถามถัดไป
  2. ทำไมถึงไม่ค่อยได้ใส่
    • เสื้อบางตัวติดปัญหาคือ ไม่สามารถหาอีกชิ้นที่เข้ากันได้ เช่นเสื้อสีเจ็บที่เราไม่มีกางเกงสีที่เข้ากัน หรือเสื้อเอวลอย ที่หากระโปรงเอวสูงมาคุ่กันไม่ได้ ปัญหาแบบนี้มีสองทางเลือกคือ จะไม่หาชิ้นที่เข้ากันมา หรือว่าเสื้อผ้าแนวนี้อาจไม่เหมาะกับเรา ก็ได้เวลาส่งต่อให้คนอื่นแล้ว จากประสบการณ์เราก็เคยทำทั้งสองแบบ แต่มักจะพบว่าแบบที่ต้องหาอีกชิ้นมาใส่มักไม่ค่อยยั่งยืน เพราะว่ามันไม่ใช่สไตล์ของเรา ทำให้ไม่มีชุดอื่นในตู้ที่ใส่เข้ากันได้
    • ไซส์เสื้อไม่พอดี อาจจะเป็นเสื้อที่คุณใส่ตอนผอมกว่านี้ หรืออ้วนกว่านี้ หรือไม่ก็ซื้อมาแบบที่ไม่ได้ลองก่อน ไซส์ก็เลยไม่พอดี บางคนอยากเก็บไว้รอตอนน้ำหนักลง หรือว่าเผื่อน้ำหนักขึ้น แต่เราเองไม่เก็บ เพราะจากประสบการณ์พอน้ำหนักเปลี่ยนแล้วใส่ได้ เสื้อผ้าพวกนี้ก็ล้าสมัยพอดี สุดท้ายก็ไม่ได้ใส่อยู่ดี หรืออีกแบบคือคิดว่าจะเอาไปแก้ไซส์ให้พอดี ส่วนใหญ่เราพบว่าเสื้อผ้าสำเร็จรูป ถ้าแก้ไซส์มักจะทรงเสียไป ก็ไม่ได้ใส่อยู่ดี
    • เสื้อผ้าเริ่มล้าสมัย หรือไม่สมวัย เช่น กางเกงขาบาน เสื้อแขนตุ๊กตา กางเกงเอวต่ำมาก ๆ ถ้าคุณอยากเก็บไว้เผื่อว่าแฟชั่นจะวนมาใหม่ เราขอแนะนำว่า อย่าคิดแบบนั้น เหตุผลเพราะ 2 ประเด็นคือ
      • ส่วนใหญ่แฟชั่นที่วนกลับมามักจะใช้เวลานานมาก แบบรุ่นเรา กับรุ่นแม่ ซึ่งเสื้อผ้าส่วนใหญ๋ที่เก็บไว้นานขนาดนั้นมักจะเสื่อมสภาพ เช่นเหลือง หรือว่าเปื่อย ดังนั้นการเก็บไว้เพื่อรอแฟชั่นวนกลับมาใหม่ อาจจะเป็นการสิ้นเปลืองพื้นที่ในบ้านไปเปล่า ๆ
      • แฟชั่นแม้จะคล้าย ๆ กัน แต่ก็มีรายละเอียดบางอย่างที่ไม่เหมือนกันเช่น กระโปรงบานสมัยก่อน อาจจะเน้นเอวคอดเล็ก ๆ และใส่ชั้นกระโปรงข้างในเยอะ ๆ ให้บานออก แต่กระโปรงบานปัจจุบันเป็นกระโปรงบานแบบพริ้ว ๆ ใส่สบาย เป็นต้น

สรุปแล้ว ในตู้เสื้อผ้าสุดท้ายจะเหลือแต่เสื้อผ้าที่เราใส่จริง และใส่ได้แล้วรู้สึกดี รู้สึกมั่นใจ ให้มันเป็นตู้ที่อัดแน่นด้วยความดูดีในแบบของเราค่ะ หยิบตัวไหนก็มั่นใจ แบบนี้คือสุขภาพของตู้เสื้อผ้าที่ดี

หนังสือ

หนอนหนังสือหลาย ๆ ท่านน่าจะประสบปัญหาเดียวกันคือ ไม่อยากทิ้งหนังสือ หนังสือสำหรับเราจะแยกออกเป็น

  • หนังสือเรียน หรือหนังสือแนวความรู้ เราจะเลือกเก็บเฉพาะ หัวข้อที่ยังต้องใช้ หรือสนใจอยู่ อยากหนังสือเรียนนอกเหนือไปจากสาขาอาชีพที่ทำอยู่ตอนนี้ก็จะส่งต่อให้คนอื่นหมด หรือหนังสือกลุ่ม How to ที่เคยสนใจหัวข้อนั้น ๆ ซื้อมาศึกษา แต่พออ่านแล้วก็เลิกสนใจไปแล้ว หรือบางเล่มอ่านไม่จบด้วยซ้ำ พวกนี้ก็มักจะส่งต่อไปหมดแล้ว เก็บไว้แต่หัวข้อที่ยังสนใจ หรือเล่มที่ชอบเท่าน้้น
  • หนังสืออ่านเล่น อันนี้เราใช้ความชอบความประทับใจขนาดที่คิดว่าอยากจะอ่านซ้ำอีกรอบเท่านั้น ซึ่งมีอยู่ไม่กี่เล่ม เล่มที่อ่านแล้วรู้สึกไม่ได้ประทับใจมาก ส่วนใหญ่ก็จะส่งต่อหมด
  • นิตยสาร นิตยสารส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องที่เป็นเทรนเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ตามกาลเวลา บางบทความที่ประทับใจมาก ๆ อาจจะตัดเก็บไว้ แต่ส่วนใหญ่พอหมดปี ก็ส่งต่อหมดเช่นกัน ยิ่งปัจจุบันไม่มีหนังสือกลุ่มนี้แล้วด้วยซ้ำ ข่าวสาร เทรนส่วนใหญ่ก็อัพเดททาง Social Media ซึ่งรวดเร็วและท้นสมัยกว่ามาก

ของที่คนอื่นให้มา

มาถึงหมวดของที่บางทีต้องยอมรับว่าประโยชน์น้อย แต่ไม่กล้าทิ้ง เพราะของบางอย่างเป็นของที่ระลึก หรือของฝากที่ผู้ให้ตั้งใจระลึกถึงเราในโอกาสต่าง ๆ แล้วนำมาให้ แต่บางทีก็เป็นของที่เราไม่ได้ใช้ในชีวิตประจำวัน ยิ่งเป็นกลุ่มของแต่งบ้าน บางทีในบ้านก็ไม่มีที่วางแล้ว

วิธีคือ อย่างที่เคยบอกว่า ของบางชิ้น ก็ไม่ได้มีหน้าที่อย่างที่ตัวมันเป็น อย่างเช่นพวงกุญแจที่มีคนซื้อมาฝากจากต่างประเทศ ดูเหมือนกับว่าหน้าที่จะเพื่อเป็นพวงกุญแจ แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่ค่ะ หน้าที่ของมันสำหรับเราผู้รับ มันคือของฝาก ของที่คนที่ซื้อให้อยากแสดงความระลึกถึงแล้ว และจริง ๆ เมื่อมันได้ถึงมือเราแล้ว เราได้รับทราบความระลึกถึงของผู้ให้แล้ว พวงกุญแจนี้ก็ได้ทำหน้าที่มันอย่างสมบูรณ์แล้วจริง ๆ ค่ะ ถ้าเราได้ใช้ก็ถึอว่าเป็นโบนัสแถม แต่ถ้าไม่ได้ใช้ ก็อย่ารู้สึกผิดที่จะส่งต่อมันให้คนอื่น หรือบริจาคไป เพราะมันจะได้ทำหน้าที่ของมันเป็นอย่างอื่น ต่อ ๆไปได้อีกค่ะ

พอเราทำแบบนี้แล้ว เรายอมรับว่า มีของมากมายที่เราเคลียร์ออกไปได้เลยทีเดียว และจริง ๆ ก็ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย เพราะบางทีคนให้เขาก็ลืมไปแล้วว่าเขาได้ให้เรา ยกเว้นเป็นคนสำคัญจริง ๆ นะคะ ที่เราเองก็อยากเก็บไว้ อันนี้ก็ไม่ขัดศรัทธานะคะ

เคลียร์แล้วพื้นที่โล่งมากมาย

ส่วนของอื่น ๆ ภายในบ้าน ถ้าเราได้ทำการเคลียร์ของตามหัวข้อข้างต้นแล้ว เราจะเริ่มคุ้นเคยกับการเข้าใจว่าของชิ้นไหนควรเก็บ หรือไม่ควรเก็บ และทำให้เราเคลียร์ของไม่ใช้ภายในบ้านได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นนะคะ

พอเคลียร์เสร็จแล้ว จะรู้สึกว่าบ้านโล่งขึ้น และสะอาดมากเลยค่ะ

ข้อเสนอแนะอื่น ๆ ในการเคลียร์บ้าน

  • ให้เวลากับตัวเอง เพราะว่าเวลาที่เหนื่อยมาก ๆ จนขี้เกียจคิด เรามักจะจบด้วย “เก็บไว้ก่อน” ซึ่งไม่ใช่วิธีเคลียร์บ้านที่ดีค่ะ ทางที่ดีควรแบ่งเป็นส่วน ๆ ทำวันละส่วน หรือ สองส่วนก็พอ อย่าโหมทำทีเดียวทั้งบ้าน
  • จริง ๆ ขั้นตอนเคลียร์บ้าน ควรทำก่อนการจัดระเบียบ และระบบภายในบ้านที่พูดไว้ตอนที่ 1 แต่ที่เราเลือกเรียงแบบนี้ เพราะอยากให้มองเห็นภาพสำเร็จปลายทางก่อน

เคลียร์แล้วไปไว้ที่ไหนดี

พอมีของมากมายที่เราจะต้องส่งต่อให้คนอื่น บางอันที่เก่า ๆ เราก็อาจจะทิ้งถังขยะไป แต่ของที่ยังสภาพดีอยู่ เราก็ยังเอาไปทำประโยชน์ได้อีกนะคะ

  • บริจาคให้กับผู้ยากไร้ ยิ่งเป็นเสื้อผ้า เครื่องเขียน หนังสือ มีคนรับบริจาคเยอะ แต่ถ้าเป็นของใช้ของแต่งบ้านอื่น ๆ ไม่รู้จะบริจาคที่ไหน เรามีที่แนะนำตามไปดูกันได้เลย บริจาคของที่ไหนดี ที่เดียวรับทุกอย่าง
  • ขายเป็นของมือสอง เดี๋ยวนี้ตาม เพจในเฟสบุ๊ค หรือเวปไซด์ต่าง ๆ เป็นแหล่งขายของมือสองมากมาย หรือใครอยากจะขายผ่านทาง Facebook หรือ Instragram ของตัวเองก็ง่ายดีเหมือนกัน

สรุป

ขั้นตอนแก้ไขบ้านรก ด้วยการเปลี่ยนความคิด เริ่มตั้งแต่

  • ความคิดในการไม่ใช่แค่จัดระเบียบบ้าน แต่ต้องจัดระบบด้วย
  • ความคิดในการมองสิ่งของที่ใช้อยู่ และไม่ใช้แล้ว

แค่สองข้อง่าย ๆ บ้านก็เป็นระเบียบได้อย่างยั่งยืนแล้วค่ะ

(เนื้อหาบางส่วนตกผลึกมากจาก ชีวิตดีขึ้นทุก ๆ ด้าน ด้วยการจัดบ้านแค่ครั้งเดียว โดย
Marie Kondo
)